วันอังคารที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ประวัติรัฐธรรมนูญ

ประวัติของรัฐธรรมนูญ









ความหมายของรัฐธรรมนูญ 

1. บุคคลที่เสนอให้ใช้คำว่า “รัฐธรรมนูญ” คือ พลตรีพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ซึ่งทรงมีความเห็นว่า ธรรมนูญเป็นคำสามัญ ฟังไม่เหมาะกับที่จะเป็นกฎหมายสำคัญของประเทศ

2. คำว่า “รัฐ” ในทางวิชาการ ถือว่าต้องมีองค์ประกอบ 4 ประการ คือ
  • ดินแดน
  • ประชาชน
  • อำนาจอธิปไตย
  • รัฐบาล
3. สังคมทั้งหลายต้องมีรัฐธรรมนูญ เพียงแต่อาจไม่เรียกว่ารัฐธรรมนูญเท่านั้น แม้ในประเทศไทยเมื่อแรกเปลี่ยนแปลงการปกครองก็ยังไม่รู้จักคำว่ารัฐธรรมนูญด้วยซ้ำไป คงเรียกเพียงว่า “พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม ฉบับชั่วคราว พ.ศ.2475”

4. รัฐธรรมนูญ เป็นชื่อเฉพาะของกฎหมายประเภทหนึ่ง มีฐานะเป็นกฎหมายสูงสุด และเป็นกฎหมายที่กำหนดกฎเกณฑ์การปกครองประเทศอย่างกว้างๆ สำหรับ กฎหมายรัฐธรรมนูญ หมายถึงกฎหมายสาขามหาชนที่วางระเบียบเกี่ยวกับสถาบันการเมืองของรัฐ

5. กฎหมายรัฐธรรมนูญ เป็นคำที่กว้างกว่ารัฐธรรมนูญ เนื่องจาก
  • คลุมถึงรัฐธรรมนูญด้วย
  • คลุมถึงกฎเกณฑ์การปกครองประเทศที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรด้วย
  • คลุมถึงกฎหมายทั้งหลายที่วางระเบียบเกี่ยวกับสถาบันการเมืองใดสถาบันการเมืองหนึ่งด้วย
6. ความคล้ายคลึงระหว่างรัฐธรรมนูญ และกฎหมายรัฐธรรมนูญ อยู่ที่ว่า เป็นกฎหมายมหาชนและวางระเบียบเกี่ยวกับการเมืองการปกครองคล้ายคลึงกัน เพียงแต่ว่ารัฐธรรมนูญจะกำหนกรายละเอียดมากกว่า

7. ความแตกต่างระหว่างรัฐธรรมนูญ และกฎหมายรัฐธรรมนูญ อยู่ที่ว่า รัฐธรรมนูญเป็นลายลักษณ์อักษร ในขณะที่กฎหมายรัฐธรรมนูญมีทั้งที่เป็นลายลักษณ์อักษร และไม่เป็นลายลักษณ์อักษร

8. กฎหมายรัฐธรรมนูญ มีส่วนคล้ายกับกฎหมายปกครองที่ว่า เป็นกฎหมายมหาชนและวางระเบียบการปกครองรัฐ แต่ก็มีความแตกต่างในประเด็นดังต่อไปนี้
  1. ในด้านเนื้อหา กฎหมายรัฐธรรมนูญวางระเบียบการปกครองรัฐในระดับสูงและกว้างขวางมากกว่ากฎหมายปกครอง ในขณะที่กฎหมายปกครองวางระเบียบรัฐในการบริหารราชการแผ่นดินเท่านั้น
  2. ในด้านความสัมพันธ์ระหว่างราษฎรกับรัฐ กฎหมายรัฐธรรมนูญแสดงความเกี่ยวพันระหว่างรัฐกับราษฎรในรูปของกลุ่มราษฎรเป็นส่วนรวม ในขณะที่กฎหมายปกครองแสดงความเกี่ยวพันระหว่างราษฎรเป็นรายบุคคลกับรัฐ
  3. ในด้านฐานะของกฎหมาย กฎหมายรัฐธรรมนูญมีความสำคัญมากกว่ากฎหมายปกครอง
ประวัติแนวความคิดในการจัดทำรัฐธรรมนูญ 
1. การศึกษาแนวความคิดในการจัดทำรัฐธรรมนูญ ควรศึกษาจากประวัติหรือเหตุการณ์ใน 4 สมัย
2. สมัยแรก (ก่อนปี ค.ศ.1758 ซึ่งเป็นปีที่มีการใช้มหาบัตร Magna Carta ในอังกฤษ)
  • กฎหมายเกี่ยวกับกฎเกณฑ์การปกครองประเทศมีลักษณะเลื่อนลอย มีบัญญัติไว้บ้าง เป็นจารีตประเพณี บ้าง เป็นโองการของกษัตริย์บ้าง
  • กฎหมายรัฐธรรมนูญสมัยนี้มีลักษณะราชาธิปไตยโดยแท้
3. สมัยที่สอง (ปี ค.ศ.1758 – ปี ค.ศ.1776 ซึ่งเป็นปีที่ประกาศอิสรภาพในสหรัฐอเมริกา)
  • รัฐธรรมนูญเริ่มมีความชัดเจนขึ้น เป็นกฎหมายที่จำกัดอำนาจของผู้ปกครอง
  • กฎหมายรัฐธรรมนูญสมัยนี้มีลักษณะเป็นอภิชนาธิปไตย (Oligarchy)
4. สมัยที่สาม (ปี ค.ศ.1776 – ปี พ.ศ.2488 ซึ่งเป็นปีสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2)
  • มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นในสมัยที่สามนี้มากมายที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ เช่น

    * การจัดทำรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกา ในปี ค.ศ.1789
    * การปฏิวัติครั้งใหญ่ในฝรั่งเศส เมื่อปี ค.ศ.1789 (พ.ศ.2332)
    * การจัดทำรัฐธรรมนูญในเยอรมัน ในปี พ.ศ.2392
    * การเปลี่ยนแปลงการปกครองในประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ.2475 
  • รัฐธรรมนูญสมัยนี้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการแบ่งแยกอำนาจและการประกันสิทธิเสรีภาพของราษฎร
  • ปลายสมัยนี้ ก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ในยุโรปเกิดมีการต่อสู้ทางความคิดในเรื่องลัทธิการเมือง ระหว่างฝ่ายนิยมประชาธิปไตย และฝ่ายนิยมลัทธิเผด็จการในรูปแบบต่างๆ เช่น ฟาสซิสม์ นาซิสม์ และคอมมิวนิสต์
5. สมัยที่สี่ (ปี พ.ศ.2488 – ปัจจุบัน)
  • มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ ทั้งในระดับภายในประเทศและระดับระหว่างประเทศ

    * ระดับภายในประเทศนั้น มีการแตกแยกออกเป็นหลายรัฐ เช่น เยอรมันตะวันตกและ เยอรมันตะวันออก เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ เป็นต้น
    * ระดับระหว่างประเทศนั้น เกิดองค์การสหประชาชาติ องค์การร่วมในระดับภูมิภาค
  • แนวความคิดในทางกฎหมายฝ่ายบ้านเมืองแบบใหม่ (Modern Positive Law) เป็นที่ยอมรับมากขึ้น (คือการผสมผสานแนวคิดกฎหมายฝ่ายบ้านเมืองและกฎหมายฝ่ายธรรมชาติเข้าด้วยกัน)
  • แนวคิดในการแบ่งแยกอำนาจอธิปไตยนั้น ขึ้นอยู่กับรูปแบบการปกครองของแต่ละประเทศ ซึ่งแบ่ง ออกเป็น 2 ลักษณะ คือ

    * การแบ่งแยกอำนาจแบบเคร่งครัด ตามหลักรัฐบาลระบบประธานาธิบดี
    * การแบ่งแยกอำนาจแบบไม่เคร่งครัด ตามหลักรัฐบาลระบบรัฐสภา
  • ปัจจุบันเริ่มมีแนวคิดใหม่คือ ควรเน้นการแบ่งแยกหน้าที่มากกว่า
ประเภทของรัฐธรรมนูญ 
1. ประโยชน์ของการแบ่งแยกประเภทรัฐธรรมนูญนั้น เป็นเรื่องของการเปรียบเทียบเพื่อการศึกษา โดยเฉพาะประเทศที่เกิดใหม่หรือเพิ่งได้เอกราชใหม่หรือคิดจะร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่
2. การแบ่งแยกประเภทรัฐธรรมนูญแบ่งได้หลายลักษณะ ขึ้นอยู่กับจะใช้หลักเกณฑ์อะไรในการแบ่ง เช่น
  1. การแบ่งแยกตามรูปแบบของรัฐบาล ถือกันว่าปัจจุบันเป็นหลักเกณฑ์นี้ล้าสมัยแล้ว
    - อริสโตเติล เคยแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ รัฐธรรมนูญแบบเอกาธิปไตย รัฐธรรมนูญแบบ รัฐบาลของคณะบุคคล และรัฐธรรมนูญแบบรัฐบาลของบุคคล
    - มองเตสกิเออ เคยแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ รัฐธรรมนูญแบบสาธารณรัฐ รัฐธรรมนูญแบบ ราชาธิปไตย และรัฐธรรมนูญแบบเผด็จการนิยม
  2. การแบ่งแยกตามรูปของรัฐ
    - รัฐธรรมนูญของรัฐเดี่ยว - รัฐธรรมนูญของรัฐรวม
  3. การแบ่งแยกตามวิธีการบัญญัติ
    - รัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษร - รัฐธรรมนูญไม่เป็นลายลักษณ์อักษร
  4. การแบ่งแยกตามวีการแก้ไข
    - รัฐธรรมนูญที่แก้ไขง่าย - รัฐธรรมนูญที่แก้ไขยาก
  5. การแบ่งแยกตามกำหนดเวลาในการใช้
    - รัฐธรรมนูญชั่วคราว - รัฐธรรมนูญถาวร
  6. การแบ่งแยกตามลักษณะของรัฐสภา
    - เป็นรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งหรือแต่งตั้ง - เป็นสภาเดียวหรือสองสภา
  7. การแบ่งแยกตามลักษณะของฝ่ายบริหาร
    - รัฐธรรมนูญตามระบบประธานาธิบดี - รัฐธรรมนูญตามระบบรัฐสภา
  8. การแบ่งแยกตามลักษณะของฝ่ายตุลาการ
    - ฝ่ายตุลาการหรือฝ่ายใดเป็นผู้วินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ
3. ปัจจุบันได้เกิดความคิดใหม่ขึ้นว่า การแบ่งประเภทรัฐธรรมนูญควรแบ่งตามความเป็นจริง โดยพิจารณาถึงลักษณะการใช้รัฐธรรมนูญ หรือความมุ่งหมายในการมีรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท คือ
  1. รัฐธรรมนูญซึ่งมีกฎเกณฑ์ตรงต่อสภาพในสังคม (Normative Constitution) เป็นรัฐธรรมนูญประเภทที่มีกฎเกณฑ์การปกครองสอดคล้องกับลักษณะสังคม
  2. รัฐธรรมนูญซึ่งกำหนดกฎเกณฑ์การปกครองประเทศไว้เกินความเป็นจริง (Nominal Constitution) เป็นรัฐธรรมนูญประเภทที่สมบูรณ์ แต่ยังขาดการปฏิบัติตามอย่างแท้จริง
  3. รัฐธรรมนูญซึ่งกำหนดกฎเกณฑ์การปกครองประเทศไว้ตบตาคน (Semantic Constitution) เป็นรัฐธรรมนูญประเภทที่มีลักษณะเผด็จการ

วันอาทิตย์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2557

การทำรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557

การทำรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557
รัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2557 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 เวลา 16:30 น. โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อันมีประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้าคณะ โค่นรัฐบาลรักษาการนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล นับเป็นรัฐประหารครั้งที่ 13 ในประวัติศาสตร์ไทย ก่อนหน้านี้ เกิดรัฐประหารใน พ.ศ. 2549 รัฐประหารดังกล่าวเกิดขึ้นหลังวิกฤตการณ์การเมืองซึ่งเริ่มเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2556 เพื่อคัดค้านร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฯ และความเชื่อว่า ดร.ทักษิณ ชินวัตรมีอิทธิพลในการเมืองไทย
          ในวันที่ 20 พฤษภาคม ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร ตั้งแต่เวลา 3.00 น. กองทัพบกตั้งกองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (กอ.รส.) และให้ยกเลิกศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) กอ.รส. ปิดสื่อ ตรวจพิจารณาเนื้อหาบนอินเทอร์เน็ต และจัดประชุมเพื่อหาทางออกวิกฤตการณ์การเมืองของประเทศ แต่การประชุมไม่เป็นผล จึงเป็นข้ออ้างรัฐประหารครั้งนี้
           หลังรัฐประหาร มีประกาศให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 สิ้นสุดลงยกเว้นหมวด 2 คณะรัฐมนตรีรักษาการหมดอำนาจ ตลอดจนให้ยุบวุฒิสภา ปัจจุบัน คณะรักษาความสงบแห่งชาติเป็นผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติ และประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นผู้ใช้อำนาจของนายกรัฐมนตรี คสช. มีการจัดส่วนงานต่าง ๆ เพื่อบริหารราชการแผ่นดิน และระบุว่าจะปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ไม่มีคำมั่นว่าประเทศจะหวนกลับสู่การปกครองโดยพลเรือนโดยเร็ว
หลายประเทศประณามรัฐประหารครั้งนี้ รวมทั้งมีการกดดันต่าง ๆ เช่น ลดกิจกรรมทางทหารและลดความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่คนไทยจำนวนหนึ่งแสดงความยินดี โดยมองว่าเป็นทางออกของวิกฤตการณ์การเมือง แต่ก็มีคนไทยอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วย เนื่องจากไม่เป็นไปตามวิถีประชาธิปไตย

Prayuth-Chan-ocha-in-Thai coup d'état-2014-05-22.png
ประยุทธ์ จันทร์โอชา พร้อมผู้บัญชาการเหล่าทัพ ประกาศยึดอำนาจการปกครองประเทศ ทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย